วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

Body & Mind แฟชั่นตะวันตก

การนั่งสมาธิกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในซีกโลกตะวันตก ขณะที่ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ยืนยันว่า การทำสมาธิ ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย หากยังทำให้ความเครียดในใจลดลงด้วย ทุกวันนี้ในอเมริกา มีคนวัยผู้ใหญ่มากกว่า ๑๐ ล้านคน ที่นั่งสมาธิเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งสมาธิในแบบพุทธ ฮินดู เต๋า หรือการสวดภาวนาในแบบคริสต์ ซึ่งตัวเลขดังกล่าว เพิ่มขึ้นจากเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วถึงเท่าตัว ขณะเดียวกันชั้นเรียนการนั่งสมาธิ ก็เต็มไปด้วยนักเรียนที่มาจากทุกชนชั้นอาชีพ ไม่เฉพาะแต่คนที่ฝักใฝ่ในทางธรรมเท่านั้น หากยังรวมไปถึงนักกฎหมาย และคนทำงานออฟฟิศทั่วไปด้วย

การนั่งสมาธิ กลายเป็นหัวข้อวิชาในหลักสูตรโรงเรียนนายร้อยเวสต์พอยต์ กลายเป็นส่วนหนึ่งของข้อแนะนำของฟิลแจ็คสัน โค้ชทีมแอลเอ.เลเกอร์ส ส่วนที่มหาวิทยาลัยมหาริชชี (หรือมหาฤาษี) ในเมืองแฟร์ฟิลด์ รัฐไอโอวา นักเรียน นักศึกษาของที่นี่ จะนั่งสมาธิร่วมกันทุกวันๆๆ ละ ๒ ครั้ง ขณะที่ศูนย์ชัมบาลา เมาน์เทน ในโคโลราโด ซึ่งดูเหมือนสถานกาสิโนในสไตล์ทิเบต มีคนมาใช้บริการเพิ่มขึ้นจาก ๑,๓๔๒ คน ในปี ๒๕๔๑ เป็น ๑๕,๐๐๐ คน ในปีนี้

ขณะที่การนั่งสมาธิกลายเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมมากขึ้น รูปแบบและวิธีการของมัน ก็ถูกทำให้เรียบง่าย และตัดส่วนที่เป็นเรื่องลี้ลับออกไปด้วย ทุกวันนี้ การนั่งสมาธิไม่จำเป็นต้องมีการจุดธูปเทียน หรือพิธีกรรมเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ แต่ยังคงส่วนที่เป็นแก่นสำคัญอยู่ คือ ความเชื่อที่ว่า การนั่งเงียบๆ เป็นเวลา ๑๐-๔๐ นาที โดยให้ใจจดจ่ออยู่กับรูปภาพ ถ้อยคำหรือแม้แต่ลมหายใจ จะทำให้คุณเกิดสมาธิที่อยู่กับภาวะปัจจุบัน โดยไม่วอกแวกไปกับอดีตที่ผ่านไปแล้วหรืออนาคตที่ยังมาไม่ถึง รวมทั้งทำให้คุณสามารถเข้าสู่สัจธรรมได้

ความนิยมในการนั่งสมาธิที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นแค่กระแสในทางวัฒนธรรมเท่านั้น หากยังเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางการแพทย์ด้วยเนื่องจากแพทย์หลายคนแนะนำว่า การนั่งสมาธิช่วยป้องกัน หรืออย่างน้อยก็ยับยั้งความเจ็บปวดจากโรคเรื้อรัง อย่างเช่น โรคหัวใจ โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (เอดส์) และโรคมะเร็ง นอกจากนี้ การนั่งสมาธิ ยังเป็นสิ่งที่แพทย์แนะนำให้ทำ เพื่อแก้อาการทางจิต อาทิ ภาวะซึมเศร้า (depression) ภาวะไฮเปอร์แอคทีฟ (hyperactivity) และอาการสมาธิสั้น(attention deficit disorder) การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องการนั่งสมาธิ มีขึ้นเป็นครั้งแรก ในช่วงทศวรรษ ๒๕๐๐-๒๕๑๐ ซึ่งได้ผลลัพธ์ยืนยันว่า การนั่งสมาธิทำให้จิตใจ "อยู่กับปัจจุบัน" อย่างแท้จริงในอินเดีย นักวิจัยชื่อ พี.เค.อนันต์ พบว่า บรรดาโยคีที่อยู่ในภาวะ "สมาธิ" จะไม่มีปฏิกิริยาใดๆ แม้ว่าจะถูกวัตถุร้อนแนบเข้าที่ต้นแขน ขณะที่ในญี่ปุ่น ผลการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ชื่อ ที.ฮิราอิ แสดงให้เห็นว่า ผู้นั่งสมาธิแบบ "เซน" จะอยู่ในภวังค์ จนไม่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกที่ดังติดต่อกันนานถึงชั่วโมง

ในปี ๒๕๑๐ ดร.เฮอร์เบิร์ท เบนสัน ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์ จากฮาร์วาร์ด ใช้เครื่องมือแพทย์ ตรวจวัดการทำงานของร่างกาย ผู้นั่งสมาธิ ๓๖ คน พบว่าเมื่อคนเราอยู่ในภาวะสมาธิ ร่างกายจะใช้ออกซิเจนน้อยลง ๑๗% ขณะที่อัตราการเต้นของหัวใจจะลดลง จากภาวะปกตินาทีละ ๓ ครั้ง ขณะที่คลื่นสมอง "เธต้า" อันเป็นคลื่นสมองที่เกิดขึ้น ในภาวะหลับสนิท จะเพิ่มสูงขึ้น เบนสัน สรุปว่า การนั่งสมาธิช่วยให้คนเรามีจิตใจที่สงบขึ้น และมีความสุขมากขึ้น

การศึกษาเรื่อง การนั่งสมาธ ิเริ่มเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ เมื่อเดือน มี.ค ๒๕๔๓ เมื่อองค์ทะไล ลามะ ผู้นำจิตวิญญาณแห่งธิเบต ได้พบปะพูดคุยกับนักจิตวิทยาและนักวิทยาศาสตร์ด้านระบบประสาท ที่ธรรมศาลา ประเทศอินเดีย ซึ่งพระองค์เสนอให้มีการศึกษาเรื่อง ภาวะสมาธิ โดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ในการตรวจวัดคลื่นสมอง ซึ่งจะมีผลของการศึกษานี้ ในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ สิ่งหนึ่งที่วงการวิทยาศาสตร์ได้เรียนรู้ ก็คือการปฏิบัติสมาธิในระยะหนึ่ง จะทำให้ระบบประสาทในสมอง ปรับตัวให้เข้ากับกิจกรรมในสมองส่วนตัว ซึ่งเป็นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การคิดโดยใช้เหตุผล การตระหนักรู้ และการควบคุมอารมณ์มากขึ้น

การนั่งสมาธิเป็นศาสตร์เก่าแก่เกือบจะพอๆ กับประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องกับศาสตร์ของโลกตะวันออก


ยุคก่อนประวัติศาสตร์ - ความเชื่อของพ่อมดหมอผี
ไม่มีใครรู้แน่ว่า การนั่งสมาธิเริ่มขึ้นเมื่อไหร่ แต่คาดว่า น่าจะมีขึ้นตั้งแต่เมื่อหลายพันปีที่แล้ว และอาจเป็นพิธีกรรมที่จำกัดเฉพาะพ่อมดหมอผี หรือคนที่เชื่อว่ามีอำนาจติดต่อกับโลกวิญญาณที่คนทั่วไปมองไม่เห็น


๒๐๐๐-๓๐๐๐ ปี ก่อนคริสตกาล-ศาสนาพราหมณ์
การนั่งสมาธิมีกล่าวถึงในคัมภีร์พระเวทของศาสตร์พราหมณ์ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาฮินดูนับตั้งแต่นั้นมา


๕๘๘ ปี ก่อนคริสตกาล-ศาสนาพุทธ
หลังจากนั่งสมาธิใต้ต้นโพธิ์ เจ้าชายสิทธัตถะ ทรงบรรลุนิพพานเข้าถึงสัจธรรมของศาสนาพุทธ ทำให้การนั่งสมาธิกลายเป็นส่วนสำคัญของศาสนาพุทธทุกนิกาย

คริสต์ศตวรรษที่ ๒ -ศาสนาคริสต์
บาทหลวงชาวคริสต์ที่เรียกตัวเองว่า เดสเสิร์ท ฟาเธอร์ หรือคุณพ่อแห่งท้องทะเลทราย ปลีกวิเวกจากสังคมเมือง และใช้การทำสมาธิในรูปของการสวดภาวนา เป็นหนทางเข้าใกล้พระเจ้า นับจากนั้นเป็นต้นมา การทำสมาธิ ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาคริสต์


คริสต์ศตวรรษที่ ๒ -ศาสนายิว
นิกายบาลิสติค อันเป็นนิกายลึกลับของศาสนายิว ให้ความสำคัญกับการทำสมาธิ เพื่อติดต่อสื่อสารกับพระเจ้า

คริสต์ศตวรรษที่ ๒ -ศาสนาอิสลาม
ในช่วงเวลาเดียวกัน ชาวมุสลิมนิกายซูฟี ทำให้การทำสมาธิ เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทางศาสนา

ค.ศ.๑๙๖๗ หรือ พ.ศ. ๒๕๑๐ โยคะตามแบบมหาริชชี
มหาริชชี หรือมหาฤาษี ทำให้การนั่งสมาธิกลายเป็นแฟชั่นของโลกตะวันตก เมื่อสมาชิกวงเดอะ บีทเทิลส์ กลายเป็นสานุศิษย์ของท่าน

ขอบคุณบทความจาก http://www.skyd.org/html/life-social/samadhi.html

วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552

น.ศ.ช่างกลทะเลาะวิวาท

เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 22 ม.ค. พ.ต.ท.สมนึก สันติภาตะนันท์ พงส. (สบ 3) สน.พหลโยธิน รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ หน้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ใกล้สี่แยกเกษตรฯ ถนนพหลโยธินขาออก แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อม พ.ต.ท.สุรจิตร เปลี่ยนประเสริฐ สว.สส. สน.พหลโยธิน และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องจุดเกิดเหตุอยู่หน้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่น พบกองเลือดกระจายเป็นหย่อมๆ ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บ หน่วยกู้ภัยฯนำตัวส่ง รพ.วิภาวดีไปแล้ว แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา ทราบชื่อนายพรพจน์ โสภาเจริญ อายุ 21 ปี อยู่บ้านเลขที่ 114/253 หมู่ 10 ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี นักศึกษา ชั้นปี 2 คณะวิศวกรรมโยธา สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย มีบาดแผลถูกยิงเข้ากลางหลัง 1 นัด สะบักซ้าย 1 นัดและก้นกบอีก 2 นัด รวม 4 นัด โดยในที่เกิดเหตุไม่พบ ปลอกกระสุนของคนร้าย

จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดหน้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่น พบว่าระหว่างที่ผู้ตายเดินผ่านหน้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่นท่ามกลางคนพลุกพล่าน จังหวะนั้นมีคนร้าย 2 คน ขี่รถ จยย.ออโตเมติกแบบผู้หญิง ไม่ทราบรุ่นและหมายเลขทะเบียนไปจอดดักรอ อยู่ห่างจากผู้ตายประมาณ 4 เมตร เมื่อเห็นผู้ตายเดินผ่านไป คนที่นั่งซ้อนท้าย สวมเสื้อแจ็กเกตสีดำ กางเกงยีนส์ สวมหมวก กันน็อกชนิดครึ่งใบ คาดผ้าปิดบังใบหน้า ได้วิ่งลงจากรถตามไปจ่อยิงทางด้านหลัง เมื่อผู้ตายล้มฟุบได้กระหน่ำ ยิงซ้ำอีก 3-4 นัด เสร็จแล้ววิ่งไปขึ้นซ้อนท้ายรถ จยย.ที่เพื่อนติดเครื่องรออยู่หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว โดยกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์จ่อยิงโหดครั้งนี้ไว้ได้อย่างชัดเจน

ศึกอุเทนถวาย-ช่างกลปทุมวัน ปะทะเดือดหน้านิติเวช รพ.ตำรวจ ระหว่างรอรับศพเพื่อนที่ถูกจ่อยิง ก้อนอิฐไม้ว่อนกระจายกระจกติติเวชแตก ชาวบ้านแตกฮือหวั่นถูกลูกหลง ผกก.ปทุมวัน พร้อมกำลัง เร่งเข้าเคลียร์พื้นที่ ตรวจค้นพบมีด 5 เล่ม พ่อ นศ. อุเทน รับศพร่ำไห้กับการสูญเสียลูกชาย ที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 23 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตอุเทนถวาย ประมาณ 40 คน เดินทางมารอรับศพ นายพรพจน์ โสภณเจริญ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาโยธา ชั้นปีที่ 3 ที่ยิงเสียชีวิตหน้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่น บริเวณแยกเกษตรเมื่อคืนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ระหว่างที่นักศึกษากลุ่มดังกล่าวรอรับศพอยู่บริเวณด้านหน้าสถาบันนิติเวช ได้มีนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันประมาณ 30 คนก็เดินทางมารับศพ นายนันทศักดิ์ แก้วเขียว อายุ 22 ปี นักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันที่ประสบอุบัติเหตุรถชน เสียชีวิตท้องที่ สภ. พระสมุทรเจดีย์ เมื่อกลุ่มนักศึกษาทั้งกลุ่มมาเผชิญหน้ากันก็เกิดการเขม่นกันขึ้น จากนั้นก็วิ่งเข้าหาตะลุมบอนต่างพยายามหาสิ่งของที่อยู่ใกล้เคียงมาเป็นอาวุธทั้งไม้ ก้อนอิฐ ตะเกียงบูชาพระพุทธรูปกว้างปาทุบตีกันชุลมุน นานประมาณ 5 นาที จนทำให้ทรัพย์สินของราชการกระจกประตูสถาบันนิติเวชแตกเสียหาย ประชาชนหลายคนที่มารอรับศพพากันแตกตื่นตกใจกลัวโดนลูกหลง โดยมีนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตอุเทนถวายบาดเจ็บศรีษะแตกเล็กน้อย 1 คน จากนั้นตำรวจสายตรวจ และสายสืบปทุมวัน ได้เข้ามาแยกนักศึกษาทั้งสองกลุ่มออกจากกันโดยให้นักศึกษาเทคโนโลยีปทุมวัน เข้าไปอยู่ภายในสถาบันนิติเวช และทำการตรวจค้นอาวุธพบมีดปลอกผลไม้ จำนวน 5 เล่ม จึงรอรับศพเพื่อนและจัดรถตู้ไปส่งยังสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันโดยออกทางด้านหลัง


ส่วนกลุ่มนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลให้อยู่บริเวณฟุตบาทด้านหน้าโดยต่อมา พ.ต.อ.ไพศาล ลือสมบูรณ์ ผกก.สน.ปทุมวัน ได้เดินทางมาเจรจาด้วยตนเองว่าให้แยกย้ายกันกลับด้วยความสงบขออย่าให้มีเรื่องเนื่องจากผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องจะได้รับความเดือดร้อน นักศึกษาบางส่วนจึงเดินทางกลับ ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 10 คนก็ยังรอศพด้วยความสงบ โดยมีตำรวจคอยดูแลสถานการณ์

ด้านผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์รายหนึ่ง ไม่ขอเปิดเผยชื่อ เล่าว่า ขณะเกิดเหตุเห็นนักศึกษาทั้งสองกลุ่มมายืนเขม่นกัน และบางคนในกลุ่มก็ส่งเสียงตะโกนต่อว่ากัน จากนั้นนักศึกษาเทคโนโลยีปทุมวัน ผู้ชายคนหนึ่งเดินลงมาที่ถนนซึ่งกั้นระหว่างสองกลุ่ม จากนั้นนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตอุเทนถวาย ชายคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามากระโดดถีบ จากนั้นต่างฝ่ายต่างก็กรูกันเข้ามาหยิบฉวยอะไรที่เป็นอาวุธได้ก็ไล่ตี ขว้างปากันชุลมุน จนผู้ที่อยู่บริเวณนั้นต้องวิ่งหนีกระเจิง จนตำรวจเข้ามาระงับเหตุแยกทั้งสองฝ่าย

ต่อมานายสง่า โสณเจริญ พ่อของนายพรพจน์ พร้อมญาติ ได้เดินทางมาติดต่อรับศพ และกล่าวว่า ลูกชายมีความใฝ่ฝันที่จะเข้าที่ที่สถาบันนี้ และก่อนมาเรียนลูกก็บอกกับตนว่าไม่ได้เข้ามาเรียนเพื่อจะมีเรื่องจะตั้งใจศึกษาเล่าเรียนให้จบ ซึ่งตั้งแต่ที่ลูกเรียนมาก็สอบได้ไม่เกินที่ 10 เลย และอยากบอกทุกคนเป็นอุทาหรณ์ว่าขออย่าให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก เพราะการสูญเสียลูกชายครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่เกินรับได้ เพราะผมมีลูกชายเพียง 2 คน

เมื่อพูดมาถึงตรงนี้นายสง่า ก็ถึงกับน้ำตาคลอเบ้า และขอยุติการให้สัมภาษณ์เพราะยังอยู่ในอาการโศกเศร้าไม่พร้อมที่จะพูดอะไร ทั้งนี้ศพของนายพรพจน์ ญาติจะนำไปบำเพ็ญกุศล ที่วัดลาดปลาเค้า

เมื่อวันที่ 28 ม.ค. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว. ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีที่เกิดเหตุการณ์นักศึกษาช่างกลทำร้ายร่างกายกัน ถึงขั้นมีผู้เสียชีวิตว่า วันนี้ตนจะนัดตัวแทนของ 2 สถาบัน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ที่เกี่ยวข้องมาหารือร่วมกัน ว่าจะมีทางออกในทางแก้ปัญหาอย่างไร และคงต้องใช้มาตรการด้านการป้องปรามและมาตรการลงโทษอย่างเด็ดขาดควบคู่กันไป โดยจะเริ่มต้นที่ตัวสถาบันและอาจารย์

"ถ้าสถาบันกวดขันอย่างจริงจังและดูแลเอาใจใส่จริงๆ ชี้นำนักศึกษาไปในทางที่ถูกต้อง คิดว่าคงจะสามารถคลี่คลายปัญหาไปได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าพบว่ายังกระทำความผิดอีก คงต้องดำเนินการทั้งทางวินัยและทางกฎหมาย มีมาตรการลงโทษอยู่แล้ว เช่น ถ้าหากมีครูเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีนักศึกษาตีกัน ก็จะถูกลงโทษทางวินัยของสถานศึกษาและต้องถูกลงโทษทางอาญา ทั้งนี้หากสถานศึกษาใดไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องนี้ปล่อยให้เกิดขึ้นเรื้อรัง คณะกรรมการอุดมศึกษา(กกอ.) สามารถที่จะเสนอมาตรการขึ้นมาใช้ลงโทษด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง หรืออาจจะพิจารณาให้หยุดการเรียนการสอน ในภาควิชาสาขานั้นๆ หรือถึงขั้นปิดสถานศึกษา" นายจุรินทร์ กล่าว

RIP ให้กับผู้ที่จากไปค่ะ

วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

พระราชประวัติสมเด็จพระพี่นางเธอฯ



พระราชประวัติ
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (ประสูติ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 ณ กรุงลอนดอน) เป็นสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นพระธิดาพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์) พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๕ และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า)และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (หม่อมสังวาลย์ มหิดล)



พระประสูติกาล

เมื่อแรกประสูติ ดำรงพระอิสริยยศเป็นหม่อมเจ้าหญิงกัลยาณิวัฒนา มหิดล (พระนามพระราชทานพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) สถาปนาเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สถาปนาเป็น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา โดยคณะผู้สำเร็จราชการในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

ทรงกรมเป็น กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ทรงเป็นพระราชวงศ์ฝ่ายในที่ทรงกรมเป็นพระองค์แรกและพระองค์เดียวในรัชกาล และเป็นพระราชวงศ์ทรงกรมพระองค์เดียวในปัจจุบัน)เมื่อพระชนมายุครบ ๗๒ พรรษา เสมอด้วยพรบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช



ชีวิตสมรส
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ทรงฉายพร้อมท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม พระธิดาทรงศึกษาชั้นต้นที่โรงเรียนมาแตร์เดอี จากนั้นเสด็จไปศึกษาต่อที่อินเตอร์เนชั่นแนลสกูล กรุงเจนีวา และทรงสำเร็จปริญญาด้านเคมีจากมหาวิทยาลัยโลซาน เมืองโลซาน

ทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์เพื่อทรงเสกสมรสกับ พันเอกอร่าม รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์พระองค์มีมีพระธิดาหนึ่งคนจากการเสกสมรสครั้งนั้น คือท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม (สมรสกับนายสินธู ศรสงครามมีบุตร คือคุณจิทัศ ศรสงคราม)


สถาปนากลับคืนคงพระราชศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ทุกประการโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์

ทรงเสกสมรสอีกครั้งกับ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช (พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย และหม่อมแผ้ว)

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ได้ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจมากมายพระราชทานความช่วยเหลือให้แก่ประเทศชาติ แบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีโครงการในพระอุปถัมภ์หลายร้องโครงการ ทั้งด้านการแพทย์ ประวัติศาสตร์ ดนตรี ศิลปะ สัตว์เลี้ยง และ ฯลฯ นอกจากนี้ยังทรงพระอัจริยภาพในด้านการประพันธ์ พระนิพนธ์ที่มีชื่อเสียงเช่น เวลาเป็นของมีค่า แม่เล่าให้ฟัง จุฬาลงกรณ์ราชสันตติวงศ์ และ มหามงกุฎราชสันตติวงศ์แต่สิ่งที่ไม่ใคร่มีผู้ใดทราบคือ ทรงมีพระปรีชาสามารถในการขับเครื่องบินปีก 2 ชั้น และทรงขับเฮลิคอปเตอร์ได้อีกด้วย ทรงโปรดสัตว์ทุกประเภท แต่ที่มีขนาดเหมาะสมกับพระตำหนักคือสุนัข พระองค์ทรงรับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไว้ในพระอุปถัมภ์ด้วย

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ได้เสด็จทรงประพาสทั้งในและต่างประเทศ เพื่อบำเพ็ญพระกรณียกิจ เช่นโครงการแพทย์ พอสว. (สืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) และเพื่อทรงส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะที่มีเจ้าฟ้าหญิงที่ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจมหาศาลอย่างไม่รู้จักทรงเหนื่อยยากเพื่อความสุขของประชาชน



ปัจจุบันประทับที่วังเลอดิส ถนนสุขุมวิท

ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ มาเป็นระยะเวลานานกว่า ๗๒ ปีแล้ว
"ความเรียบง่าย" พระจริยวัตรอันงดงาม สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของพสกนิกรว่า พระจริยวัตรและพระกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ยังประโยชน์ให้ชาวไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังจะเห็นได้จากโครงการในพระอุปถัมภ์หลากหลายโครงการทั้งด้านการแพทย์ ประวัติศาสตร์ ดนตรี ศิลปะ สัตว์เลี้ยงอาทิ มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) แห่งประเทศไทย, มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิควิชาการ และพัฒนาการมาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย มูลนิธิขาเทียมในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ เป็นต้น

ไม่เพียงแต่พระเมตตาที่เป็นที่ชื่นชมแล้ว พระจริยวัตรในการดำเนินพระองค์ด้วย "ความเรียบง่าย" ก็เป็นที่ประจักษ์เช่นเดียวกัน
นายจิทัศ ศรสงคราม บุตรชายของท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ซึ่งมีศักดิ์เป็น "หลาน" บอกเล่าความประทับใจต่อ "สมเด็จยาย" ว่า แม้พระองค์จะไม่ค่อยทรงแนะนำอะไร แต่ลูกหลานจะสามารถซึมซับความงดงามในพระจริยวัตรได้จากการดำเนินพระองค์ ทั้งเรื่องการเสวย ของใช้ส่วนพระองค์ ทรงกระทำทุกอย่างอย่างเรียบง่าย และสมถะ ไม่หวือหวาฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่าย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ท่านทรงเน้นย้ำกับครอบครัว คือ การวางตัวให้เหมาะสมถูกกาละเทศะ การตรงต่อเวลาอย่าทำให้ผู้อื่นคอย และความถูกต้องตามขั้นตอนพิธีการ



อาการพระประชวร แถลงการณ์ฉบับที่ 1 และแถลงการณ์ฉบับที่ 38
แถลงการณ์สำนักพระราชวัง ฉบับที่ 1

สำนักพระราชวัง ออกแถลงการณ์เรื่อง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงประชวร ฉบับที่ 1 ความว่า

"เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2550 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรงมีพระอาการผิดปกติเกี่ยวกับพระนาภี คณะแพทย์ได้ถวายตรวจพระวรกายและเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ พบมะเร็ง จึงได้กราบทูลเชิญให้ประทับรักษาพระองค์ ณ โรงพยาบาลศิริราข โดยถวายการรักษาด้วยพระโอสถ พระอาการโดยรวมดีขึ้นบางระยะ ทรงและทรุดลงบางช่วงเวลาเช้าวันนี้ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มีพระวรกายด้านขวาอ่อนแรง คณะแพทย์ได้ถวายตรวจพระสมองด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ พบว่ามีเนื้อสมองด้านซ้ายตายเป็นวงกว้าง จากเส้นเลือดสมองอุดตัน จึงได้ถวายพระโอสถรักษา และเฝ้าติดตามพระอาการอย่างใกล้ชิด"

จึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน
สำนักพระราชวัง
15 มิถุนายน 2550





แถลงการณ์สำนักพระราชวัง ฉบับที่ 38

สำนักพระราชวัง ออกแถลงการณ์เรื่อง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงประชวร ฉบับที่ 38 ความว่า

"วันนี้ (1 ม.ค.) คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ รายงานว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มีพระอาการโดยรวมทรุดลง ไม่รู้สึกพระองค์ หายพระทัยอ่อนลง พระวักกะ (ไต) ไม่ทำงาน คณะแพทย์ฯ ได้ถวายการรักษาตามพระอาการอย่างใกล้ชิด"
จึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน
สำนักพระราชวัง
1 มกราคม 2551

ประกาศสำนักพระราชวัง พระพี่นางฯ สิ้นพระชนม์แล้วสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงสิ้นพระชนม์แล้ว เมื่อเวลา 02.54 น. ของเช้าวันพุธที่ 2 มกราคม 2551 ที่ผ่านมา หลังทรงเข้ารับการรักษาพระอาการประชวรที่โรงพยาบาลศิริราชหลายสัปดาห์


ขอบคุณที่มาจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี แถลงการณ์สำนักพระราชวังจาก โพสต์ทูเดย์
ขอบคุณบทความดีๆ นายสันติ บรรพบุรุษ
(
http://learners.in.th/blog/santi-toom-salvo/120130 )